สรุปปาฐกถาพิเศษ

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

ในการประชุมวิชาการระดับชาติ เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ครั้งที่ ๒/๒๕๕๑

เรื่อง “ก้าวย่างสู่ทศวรรษใหม่ สังคมไทยไร้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี”

วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ ณ โรงแรมเรดิสัน กรุงเทพมหานคร

----------------------------------

 

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

 

            ครอบครัวเป็นสถาบันแรกเริ่มที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นสถาบันที่มีบทบาทสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมนุษย์ทุกคนในสังคม เป็นสถาบันแรกที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดค่านิยม ปลูกฝังความเชื่อ สร้างเสริมเจตคติ กำหนดบุคลิกภาพ และวิธีการประพฤติปฏิบัติ รวมทั้งสร้างบรรทัดฐานทางสังคมให้แก่สมาชิกรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยรวม กล่าวได้ว่า “สถาบันครอบครัว” ถือเป็นทุนทางสังคม ที่ทำหน้าที่หล่อหลอมกล่อมเกลาและพัฒนาพื้นฐานบุคลิกภาพของบุคคลที่จะนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิต รวมทั้งส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอีกด้วย

 

            ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความสลับซับซ้อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว ทำให้ “ครอบครัว” ซึ่งเป็นหน่วยเล็ก ๆ ของสังคมนี้มีความอ่อนแอลง ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวมีความเปราะบางมากขึ้น ความอดทนอดกลั้นลดน้อยลง ขณะที่ความเคร่งเครียดมีเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากความยากลำบากในการดำรงชีวิต ตลอดจนการมุ่งมั่นหารายได้มาตอบสนองความต้องการของสมาชิกในครอบครัวที่อาจได้รับอิทธิพลจากค่านิยมทางวัตถุ ได้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เคยอบอุ่นผันแปรไปเป็นความเสื่อมสลาย สมาชิกในครอบครัวมีความห่างเหินจากภาวะทางเศรษฐกิจบีบบังคับ ความอดทนและพึ่งพากันมีน้อยลง ขาดความเข้าใจกันระหว่างคู่สมรส พ่อแม่ลูก พี่น้องหรือญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว และเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือไม่เข้าใจกันคนในครอบครัวก็มักใช้ความรุนแรงเข้ามาตัดสินปัญหา เกิดความกระทบกระทั่งกัน ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง นอกเหนือจากปัญหาการหย่าร้างที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีเด็กและผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งหรือขาดการให้ความช่วยเหลือดูแลมากขึ้น

 

            สำหรับประเด็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นปรากฏการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกสังคมในทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงสังคมไทยด้วย  ผู้ถูกกระทำความรุนแรงส่วนใหญ่มักพบว่าเป็น “เด็กและสตรี” โดยมีผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันมากกว่าการกระทำจากคนแปลกหน้า ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ ผู้ถูกกระทำที่เป็นเด็กและสตรีต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก อาจถูกกระทำซ้ำ โดยไม่สามารถคิดหาช่องทางคลี่คลายปัญหาได้ เด็กและสตรีเหล่านี้จึงต้องทนทุกข์กายและทุกข์ใจที่เป็นผลจากพฤติกรรมความรุนแรงจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและให้ความไว้วางใจมากที่สุด ผลกระทบจากการกระทำความรุนแรงมักพบว่าได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ตลอดจนส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ เด็กและสตรีจึงต้องอดทนอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แวดล้อมด้วยภัยอันตรายที่ยากจะหลบเลี่ยง หรือร้องขอความช่วยเหลือจากสังคมภายนอก

 

ปัจจุบัน ปัญหาความรุนแรงที่มีต่อเด็กและสตรีในครอบครัวมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่พบว่ามีสาเหตุมาจากความไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวของฝ่ายชาย การใช้อำนาจหรืออารมณ์ในการตัดสินปัญหาและมีพฤติกรรมมัวเมาในสิ่งเสพติด ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายและจิตใจกัน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์กันว่าสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากค่านิยมของสังคม ความไม่เท่าเทียมของหญิงและชาย ภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น รายได้ไม่เพียงต่อรายจ่าย สภาพแวดล้อมทางสังคมโดยมีเหล้าและยาเสพย์ติดเป็นสาเหตุสำคัญ

 

ปัญหาการถูกทำร้ายของเด็กและสตรีโดยบุคคลในครอบครัว  เป็นปัญหาพิเศษที่กระบวนการยุติธรรมโดยทั่วไปไม่สามารถแก้ปัญหาได้  เพราะเหยื่อหรือผู้ถูกทำร้ายต้องพึ่งพาหรือมีความผูกพันเป็นพิเศษกับผู้ทำร้าย  จึงมักอยู่ในสภาพที่ต้องยอมทน  กว่าจะออกมาแจ้งความหรือขอความช่วยเหลือก็มักจะถูกทำร้ายมาเป็นเวลานานแล้ว  ในหลายๆกรณีเมื่อออกมาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ก็ไม่รับแจ้งความอีกเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องในครอบครัว  จึงทำให้ผู้ถูกทำร้ายขาดที่พึ่ง และผู้กระทำผิดมักจะลอยนวลไปได้เสมอ จึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันหาทางออกเป็นพิเศษเพื่อช่วยผู้ถูกทำร้าย

 

ในระดับสากล องค์การสหประชาชาติ (United Nations; UN) ได้ให้ความสำคัญต่อการขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งรณรงค์ต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ดังเช่นที่องค์การสหประชาชาติได้นิยาม “ความรุนแรงต่อสตรี” ไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี ว่าเป็น “การกระทำใด ๆ ที่เป็นความรุนแรงที่เกิดจากอคติทางเพศ ซึ่งเป็นผลให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่สตรี รวมทั้งการขู่เข็ญ คุกคาม การกีดกันเสรีภาพทั้งในที่สาธารณะและในชีวิตส่วนตัว”

 

ส่วน “ความรุนแรงต่อเด็ก” นั้น องค์กรกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nation Children’s Fund; UNICEF) ได้ระบุไว้ในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยมีสาระมุ่งคุ้มครองสิทธิเด็ก 4 ประการ คือ สิทธิในการอยู่รอด เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าต่อไป (survival rights) สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการกระทำทารุณ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ (protection rights) สิทธิที่จะได้รับการพัฒนาในด้านการศึกษา การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการสันทนาการ การเข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาทางสติปัญญา และมีสิทธิในการนับถือศาสนา (development rights) ตลอดจนสิทธิในการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ (participation rights)

 

 

ทั้งนี้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ ได้ระบุไว้ว่า เด็กจะต้องได้รับความคุ้มครองจากการถูกกระทำความรุนแรง ว่า “รัฐภาคีจะดำเนินการที่เหมาะสมทั้งปวง ด้านนิติบัญญัติ บริหารสังคมและการศึกษา ในอันที่จะคุ้มครองจากรูปแบบทั้งปวงของความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจการทำร้ายหรือกระทำอันมิชอบ การทอดทิ้งหรือการปฏิบัติโดยประมาท การปฏิบัติที่ผิดหรือการแสวงหาประโยชน์ รวมถึงการกระทำที่มิชอบทางเพศ ขณะอยู่ในความดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองตามกฎหมายหรือบุคคลอื่นใดซึ่งเด็กนั้นอยู่ในความดูแล”

          

สำหรับปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในสังคมไทย หน่วยงานหลายแห่งได้แสดงสถิติการกระทำความรุนแรงที่มีเด็กและสตรีเป็นเหยื่อว่ามีทั้งปริมาณและระดับความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น โดยระบุว่าแต่ละปีมีเด็กถูกทำร้าย หรือถูกทารุณกรรมเกือบ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งถูกทำร้ายจากพ่อและคนในครอบครัว ส่วนสตรีถูกทำร้ายหรือถูกทารุณกรรมถึงปีละ 1.5 ล้านคน โดยสตรีกว่าร้อยละ 80 ถูกสามีหรือคู่รักทำร้ายหรือล่วงละเมิดทางเพศ บางรายถูกทำร้ายขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังพบสถิติว่ามีเด็กที่ถูกทำร้ายเข้าขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาเหล่านี้จึงควรได้รับการเอาใจใส่จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

          การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนเจตคติบางอย่างที่ไม่ถูกต้องต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว  โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าผู้หญิงมักเป็นต้นเหตุของปัญหา  เช่น  เชื่อว่าปัญหาเกิดจากผู้หญิงทำตัวไม่เหมาะสม  ไม่เป็นกุลสตรี  เจตคติเช่นนี้ทำให้ผู้หญิงที่เป็นผู้ถูกกระทำยิ่งมีความรู้สึกผิด  เกิดความอับอาย หรือค่านิยมที่มองว่าเรื่องสามีทำร้ายภรรยาเป็นเรื่องในครอบครัวที่คนนอกไม่ควรยุ่ง  จึงยิ่งทำให้ผู้หญิงและผู้ที่อยู่ในฐานะที่อ่อนด้อยไม่กล้าเปิดเผยปัญหาต่อผู้อื่น  หรือร้องทุกข์  ร้องเรียนเพื่อพิทักษ์สิทธิของตน

 

            เป็นที่น่ายินดีว่าในช่วงหลังนี้ได้มีการรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและแนวทางการแก้ไขมากขึ้น  ทำให้มีความพยายามที่จะหามาตรการในการช่วยเหลือเหยื่อผู้ถูกทำร้าย และปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้สามารถให้การคุ้มครองผู้ถูกทำร้ายมากขึ้น   ในกรณีที่การทำร้ายไม่รุนแรงมากและผู้เสียหายยินยอมก็มีความพยายามในการนำเอาแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสามีที่ใช้ความรุนแรงมาใช้แทนการลงโทษจำคุก เช่น การบังคับให้ต้องเข้าโครงการเลิกสุรา  เข้าอบรมเพื่อควบคุมการใช้ความรุนแรง   ภายใต้โครงการ “โรงซ่อมสามี” หรือ “ครอบครัวสมานฉันท์” ซึ่งนับว่าเป็นพัฒนาการที่ดี

 

นอกจากนี้ในปี 2550 ยังได้มีการผลักดันกลไกการทำงานเพื่อแทรกแซงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรี มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ที่มีมาตรการที่ครบถ้วนมากขึ้นในการแก้ปัญหา  กล่าวคือ

  •     กำหนดให้ผู้พบเห็นหรือทราบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีหน้าที่ต้องแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้แจ้งได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิด ถ้าทำโดยสุจริต

  •     ให้ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ หรือขอรับคำปรึกษาแนะนำจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ทันทีเมื่อได้รับแจ้งหรือพบเห็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

  •      เมื่อผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การสอบปากคำผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต้องมีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ร้องขอร่วมอยู่ด้วยเพื่อให้คำปรึกษา

  •      ในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาคดี พนักงานเจ้าหน้าที่หรือศาลอาจสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงหรือหากคู่กรณีจะยอมความกัน พนักงานสอบสวนหรือศาลจะจัดให้มีการทำบันทึกข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ผู้กระทำความรุนแรงปฏิบัติก่อน หากผู้กระทำฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข พนักงานสอบสวนหรือศาลมีอำนาจยกคดีขึ้นดำเนินการต่อไป

  •     ทั้งนี้ ศาลจะดำเนินการโดยพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ยอมความกัน โดยมุ่งให้เกิดความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งหากไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสได้ ก็ให้หย่าด้วยความเป็นธรรมและเสียหายน้อยที่สุด โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ

  •     และที่สุด หากศาลพิพากษาว่า ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวมีความผิด ศาลมีอำนาจกำหนดให้ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ใช้วิธีฟื้นฟู บำบัดรักษา หรือคุมความประพฤติผู้กระทำผิด เป็นต้น แทนการลงโทษได้

กฎหมายฉบับใหม่นี้นับเป็นความก้าวหน้าที่ดี  เป็นการแก้ปัญหาอุปสรรคเดิมในกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงไม่สามารถพึ่งพากระบวนการยุติธรรมได้

 

            โดยส่วนตัวของข้าพเจ้ามีความสนใจเรื่องการคุ้มครองสิทธิและงานในกระบวนการยุติธรรม  จึงได้ริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” ซึ่งได้มีการดำเนินการอยู่แล้วในขณะนี้ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่มารดาคลอดในฑัณฑสถาน และผู้ต้องขังหญิง ที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการกำลังใจและต้องการได้รับการสนับสนุนจากสังคมภายนอกเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้า (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) จึงมอบทุนทรัพย์ให้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้สำหรับการจัดหาสิ่งจำเป็นแก่ทารกและมารดาที่ตั้งครรภ์ รวมทั้งให้การช่วยเหลือในการฝึกอาชีพ เป็นต้น

 

            นอกจากนี้ จากประสบการณ์ที่ข้าพเจ้า (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมาย ปัจจุบันได้ทำงานในสำนักงานอัยการ และได้ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องความรุนแรงต่อเด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบ เมื่อวันที่ 14-18 เมษายน 2551 ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา สมัยที่ 17 (Commission on Crime Prevention and Criminal Justice, CCPC 17th) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย การประชุมนี้มีขึ้นเพื่อกำหนดนโยบายและกิจกรรมระหว่างประเทศด้านการป้องกันอาชญากรรมและการสร้างความยุติธรรมทางอาญา ที่ประชุมนี้ได้หารือเรื่องการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้ามนุษย์ การต่อต้านการทุจริต และการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้าย โดยหัวข้อหลักของการประชุมในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับเรื่อง การขจัดความรุนแรงต่อสตรี รวมทั้งมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อของการใช้ความรุนแรงและการกระทำทารุณกรรมทางเพศ

 

ในระหว่างการประชุม เมื่อวันที่ 14-18 เมษายน 2551 ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ข้าพเจ้า (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) ได้นำผลงานเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและการให้ความช่วยเหลือสตรี รวมทั้งได้นำนิทรรศการไปเผยแพร่ และเล่าถึงโครงการกำลังใจเพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีในทัณฑสถาน ตลอดจนได้ร่วมหารือในหัวข้อการประชุมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อสตรี มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยในการป้องกันและขจัดการใช้ความรุนแรงต่อสตรี ร่วมพิจารณาร่างข้อตัดสินเรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวกับความรุนแรงต่อสตรีและเด็กหญิง ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้เสนอร่วมกับประเทศนามิเบีย โดยที่ประชุมได้ให้การรับรองข้อตัดสินใจดังกล่าว และเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทบทวนยุทธศาสตร์และมาตรการดังกล่าว ณ กรุงเทพมหานคร ภายในปี 2551 นี้

 

สำหรับหัวข้อการประชุมในวันนี้ ที่มีหัวเรื่องว่า ก้าวย่างสู่ทศวรรษใหม่ สังคมไทยไร้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว  ดังนี้

 

1. มาตรการทางนโยบาย การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความร่วมมือร่วมใจกันในระหว่างหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข และหน่วยงานด้านการสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม  ด้วยเหตุนี้การบูรณาการกระบวนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงควรมีองค์กรหลัก ที่อาจเป็นคณะกรรมการระดับชาติทำหน้าที่กำหนดกรอบมาตรการเชิงนโยบายที่ชัดเจน และผลักดันกลไกไปสู่การปฏิบัติ โดยนำไปสู่การกำหนดแผนงานด้านการป้องกัน แก้ไข หรือคลี่คลายปัญหา เข้าแทรกแซง ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครอง ช่วยเหลือฟื้นฟูและปรับตัวเข้าสู่สังคมปกติ รวมทั้งแผนงานการจัดโครงสร้าง กลไกและระบบงานที่กำกับ ดูแล ควบคุม ติดตาม และเร่งรัดการปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนกลไกที่เอื้อต่อการทำงานแบบ “สหวิชาชีพ” เสริมสร้างพลังอำนาจการต่อรองให้แก่สตรีในการรักษาสิทธิ และเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมในทางสังคมให้มากขึ้น

 

2. มาตรการทางกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2550 การที่จะใช้บังคับกฎหมายนี้อย่างได้ผลจะต้องมีการเตรียมความพร้อมที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ ต้องมีการสร้างระบบ และกระบวนที่รองรับให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งต้องพัฒนาเครื่องมือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำ และให้การคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนต่อหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำความรุนแรง นอกจากนี้ยังควรมีการพัฒนาบุคลากรและเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับนโยบายและมาตรการการคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงและผู้เกี่ยวข้องอีกด้วย

 

3.  มาตรการทางการแพทย์ สาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับมาตรการอื่นโดยต้องเน้นการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อตรวจรักษาและบำบัดฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจทั้งแก่ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว  รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์  นอกจากนี้การให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์แก่เหยื่อและการจัดบริการต่างๆ เช่น การให้ที่พักพิงเป็นการชั่วคราว การให้ทุนการศึกษา และการฝึกทักษะอาชีพก็เป็นสิ่งจำเป็นอีกด้วย

 

4. มาตรการทางสังคม หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง และสร้างการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งแก่เครือข่ายองค์กรระดับชุมชนในการดำเนินการเฝ้าระวัง การช่วยเหลือ คุ้มครอง ฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กและสตรีที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำความรุนแรง โดยประสานงานในการจัดบริการต่าง ๆ การรณรงค์สร้างความตระหนักในปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น และการรณรงค์ผ่านสื่อเพื่อปรับเปลี่ยนเจตคติของคนในสังคม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายองค์กรภาครัฐและองค์กรเอกชน ผู้นำชุมชนให้เป็นกลุ่มเฝ้าระวัง เป็นต้น

 

ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้า ขอเน้นว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนั้นเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง ที่ไม่เพียงก่อปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับความรุนแรงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทำลายพื้นฐานสำคัญของครอบครัวที่ควรเป็นสถานที่ในการสร้างความรักและผูกพัน และหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ที่รับผิดชอบต่อสังคม ผลของความรุนแรงนี้จึงไม่กระทบเฉพาะแก่ตัวผู้ที่ได้รับความรุนแรงเท่านั้น แต่จะนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงให้กับเยาวชนรุ่นใหม่อันเป็นผลผลิตของครอบครัวนั้นด้วย

 

และในปัจจุบันสังคมหมุนไปอย่างรวดเร็ว  ความตึงเครียดของเศรษฐกิจ  สังคม ไม่ช่วยให้ความรุนแรงลดน้อยลงเลย  ตรงกันข้ามปัญหามีมากขึ้น  ซึ่งไม่สามารถแก้ไขด้วยกฏหมายเพียงอย่างเดียว ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นในสังคม ให้ทุกคนเมตตา กรุณา  และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน  พร้อมกันนี้ในทางกฏหมายก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง  อย่างแพทย์หรือสาธารณสุขที่ตรวจร่างกายของผู้ถูกกระทำในระยะเริ่มแรก  ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการตรวจหาร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างชัดเจนด้วย  เมื่อส่งต่อมายังอัยการจะถือว่าเป็นหลักฐานที่จะสามารถมัดตัวผู้กระทำได้

 

“พร้อมกันนี้ข้าพเจ้าก็อยากบอกด้วยว่า  ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายคนอาจมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะในครอบครัว  แต่วันนี้ทุกคนต้องช่วยกันแจ้งเมื่อเห็นคนถูกทำร้ายถูกกระทำความรุนแรง  ยิ่งพระราชบัญญัติผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ออกไปแล้ว ทุกคนในสังคมยิ่งต้องช่วยกันดูแล ยิ่งต้องช่วยกันแก้ไข  เพราะกว่าผู้ถูกก็กระทำจะออกมาร้องทุกข์ก็ช้าเกินไปแล้ว  เพราะผู้ถูกกระทำจะเกิดทั้งความละอาย  และความกลัว ดังนั้นทุกหน่วยงานทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และต้องเร่งปรับเปลี่ยนทัศนคติว่าเรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน

 

การยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีจึงถือเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญ และจะต้องปรับเปลี่ยนเจตคติให้ถูกต้องว่าการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องของสังคมที่ทุกคนต้องตระหนักและรับผิดชอบร่วมกัน มิใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

 

นอกจากนี้มีประเด็นที่ควรใส่ใจ คือ ความรุนแรงในเด็ก และสตรี ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา

 

 

[ ย้อนกลับ ]